ใกล้เข้าเดือนมีนาคม แน่นอนว่าเราคงรู้ดี เพราะเดือนนี้มีงานมหกรรมรถยนต์สุดยิ่งใหญ่แห่งปี Motor Show 2020 ช่วงปลายเดือน ถึง ต้นเดือนเมษายน ภายในงานมักมีรถยนต์เปิดตัวหลายรุ่น ทั้งรุ่นใหม่ ไมเนอร์เช้นจ์ และปรับปรุงเล็่กน้อย วันนี้เราขอรวมรถใหม่ เพียงบางส่วน ที่คาดว่าจะเปิดตัวภายในงาน จะมีรุ่นไหนบ้าง ? ไปรับชมได้เลย

Bangkok International Motor Show 2020 – มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 ระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 5 เมษายน 2563 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ 1-3 เมืองทองธานี

  • Suzuki Ciaz 2 มีนาคม
  • Mazda CX-30 เปิดตัว 6 มีนาคม ลงโชว์รูม 14 มีนาคม
  • All-NEW Lexus LM 16 มีนาคม
  • Nissan Kicks 19 มีนาคม
  • MG ZS ไมเนอร์เช้นจ์ มีนาคม
  • Mitsubishi Xpander Cross มีนาคม
  • Honda CR-V ไมเนอร์เช้นจ์ มีนาคม

สำหรับรุ่นที่ยังไม่ระบุวันเปิดตัว ยังคงลุ้นเปิดตัวในเดือนนี้ (ยังไม่แน่ใจว่าจะเปิดตัวเดือนนี้ 100%) เพราะต้องรอทางค่าย ระบุวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกที

Suzuki Ciaz

ขนส่งอย่างเป็นทางการ สำหรับ Suzuk Ciaz ไมเนอร์เช้นจ์ ไม่ต้องลุ้นอะไรมาก เหมือนเวอร์ชั่นอินเดีย รอลุ้นขุมพลังว่าจะมาแบบไหน

การเปิดตัวรถยนต์ในกลุ่ม Eco Car phase 2 ค่อนข้างจะดุเดือดช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2019 ที่ผ่านมา เจ้าใหญ่ๆอย่าง Honda City / Nissan Almera / Mitsubishi Mirage / Attrage ล้วนเปิดตัวไล่เลี่ยกัน งานนี้ถ้าไม่ปรับคงอยู่ยากจริงๆ สำหรับตลาดนี้

Suzuki Ciaz Minor Change มีกาปรรับไมเนอร์เช้นจ์ คาดว่าดีไซน์อาจจะยกมาจากอินเดีย ขุมพลังไม่แน่ชัด แต่มีลุ้นยกเครื่องยนต์จาก Swift มาใส่แทนเพราะจะได้เข้าโครงการ Eco Car phase 2

3 ขุมพลังที่คาดหวัง

  • เครื่องยนต์ K12 4 สูบ DOHC 1.2 ลิตร 83 แรงม้า แรงบิต 108 นิวตัน-เมตร ที่ 4400 รอบต่อนาที เกียร์อัตโนมัติ CVT (เป็นไปได้มากที่สุด)
  • เครื่องยนต์ K10c 1.0 Turbo 3 สูบ 1.0 ลิตร 102 แรงม้า แรงบิต 150 นิวตัน-เมตรที่ 1700 – 4500 รอบต่อนาที เกียร์อัตโนมัติ CVT (มีลุ้น)
  • เครื่องยนต์ D13a Hybrid 4 สูบ 1.3 ลิตร 89 แรงม้า แรงบิต 200 นิวตัน-เมตร ที่ 1750 รอบต่อนาที มอเตอร์ไฟฟ้า WA05A 3.1 แรงม้า 1100 รอบต่อนาที (เป็นไปได้ยากมาก)

เครื่องยนต์เบนซิน รหัส K12M 4 สูบ DOHC 1.2 ลิตร 1,197 ซีซี. ระบบหัวฉีดคู่ Dual JET ให้กำลังสูงสุด 83 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 108 นิวตันเมตร ที่ 4,400 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ CVT ขับเคลื่อนล้อหน้า ความจุถังน้ำมัน 37 ลิตร รองรับน้ำมันสูงสุด E20 ปล่อย CO2 ไม่เกิน 100 g./km. (ขุมพลัง Swift)

  • เครื่องยนต์ Ciaz ประเทศไทย เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.25 ลิตร VVT 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุดที่ 91 แรงม้า แรงบิตสูงสุด 118 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และ เกียร์อัตโนมัติแบบ CVT พร้อมระบบขับเคลื่อน 2 WD โดยมีอัตราความสิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ที่ 20 กิโลเมตร/ลิตร 

ข้อกำหนด Eco Car Phase 2 คือ

  • เครื่องยนต์เบนซินไม่เกิน 1,300 cc และ ดีเซลไม่เกิน 1,500 cc.
  • มาตรฐาน Euro5 ปล่อย CO2 ไม่เกิน 100g/km.
  • อัตราสิ้นเปลืองไม่ต่ำกว่า 23.25 กม./ลิตร (บางรุ่นที่เปิดตัวไปแล้วเคลมว่าประมาณ แต่ขับจริงไม่ถึงด้วยซ้ำ)
  • ระบบป้องกันล้อล๊อก ABS และระบบควบคุมการทรงตัว ESC / ESP /VSC ทุกรุ่นย่อย

Suzuki Ciaz ในอินเดีย

NEW Suzuki Ciaz เจนใหม่เปิดตัวที่ประเทศอินเดียช่วงกลางปี 2018 ที่ผ่านมาโดยมีรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร ล่าสุด ซูซุกิ อินเดียพร้อมเปิดตัว รุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตร

แม้ว่าการออกแบบภายนอกตัวถัง Suzuki Ciaz Diesel จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย แต่ภายในมาพร้อมวัสดุซับเสียงและเปลี่ยนแปลงบางอย่าง เพื่อลดระดับเสียงรบกวน และติดตั้งระบบ Dual Mass Flywheel ช่วยลดเสียงรบกวนในการขับขี่และการทำงานของชุดเกียร์

Suzuki Ciaz (ในอินเดียใช้ชื่อ Maruti Ciaz) เจนใหม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในแดนภารตะปรับดีไซน์ใหม่ด้วยการออกแบบที่สปอร์ตมากขึ้น กระจังหน้าออกแบบใหม่ ไฟหน้าแบบ LED ไฟตัดหมอกแบบ LED ครอบด้วยกรอบโครเมี่ยมเพิ่มความหรูหรามากขึ้น กันชนท้ายออกแบบใหม่หมด ไฟท้ายแบบ LED กันชนท้ายตกแต่งด้วยกรอบโครเมี่ยม ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว

เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลัง 95 แรงม้า ปั้นแรงบิด 225 นิวตันเมตร พกเกียร์ธรรมดา 6 สปีด

เครื่องยนต์เบนซินไมลด์ไฮบริดขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 138 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ และเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ให้อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 20.28 กม./ลิตร ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 1.3 ลิตร มีให้เลือกเช่นเดิม

Suzuki Ciaz เคาะราคาจำหน่ายในประเทศอินเดียเริ่มต้น 819,000 – 1,097,000 รูปี หรือประมาณ 386,000 – 516,000 บาท สำหรับเครื่องดีเซล ยังไม่ประกาศราคาออกมา

Mazda CX-30

ลงทะเบียนรับข่าวสาร Mazda ครอสโอเวอร์ใหม่

ล่าสุดทาง Mazda.co.th ประเทศไทย ได้เผยภาพทีเซอร์ด้วยการรวม Crossover SUV ทั้ง CX-5 / CX-8 / CX-3 โดยมีรุ่นเดียวที่มีผ้าคลุม นั้นคือ Mazda CX-30 อย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยข้อความ “เตรียมพบกับสมาชิกใหม่ ของยนตกรรมครอสโอเวอร์จากมาสด้า มีนาคมนี้”

ในปี 2019 ที่ผ่านมา มาสด้า ประเทศไทย ได้เปิดตัว และปรับปรุงรถยนต์หลายรุ่นอย่าง Mazda3 / Mazda 2 / Mazda CX-5 รวมถึงเปิดตัวรุ่นใหม่อย่าง CX-8 SUV รุ่นใหญ่ อีกตัวของค่าย

ณ ตอนนี้ ครอสโอเวอร์ของมาสด้ามีทั้ง CX-3 , CX – 5 และ CX-8 เหมือนจะครอบคลุมทั้ง เล็ก – กลาง – ใหญ่

เรามาเทียบขนาดตัวถัง ในตระกูล CX

ขนาดมิติตัว (มม.) CX-30 CX-3 CX-5 CX-8
ยาว 4,395 4,275 4,550 4,900
กว้าง 1,795 1,765 1,840 1,840
สูง 1,540 1,535 1,680 1,730
ระยะฐานล้อ 2,655 2,570 2,700 2,930

Mazda CX-30 จะอยู่ระหว่าง CX-5 ถึง CX-5 แปลว่า ถ้าหากเปิดตัว CX-30 เพิ่มมาอีก ครอสโอเวอร์ของค่ายนี้จะมีความหลากหลายอย่างมาก ถือว่าครอบคลุมเลยทีเดียว แม้ว่ายอดขายครอสโอเวอร์ทั้งหมด จะไม่สู่กับรถยนต์ Sedan (ไม่รวมกระบะ) และเรือธงของค่ายคือ Mazda2 ที่สามารถทำยอดขายเกินครึ่งของค่ายนี้เมื่อเทียบกับยอดปีที่แล้ว แต่ขาย

SKYACTIV-G 2.0 156 แรงม้า (ญี่ปุ่น)

  • เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร 1,997 ซีซี. กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 83.5 x 91.2 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 13.0 : 1 กำลังสูงสุด 156 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 199 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือ เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ระบบขับเคลื่อนล้อคู่หน้า หรือ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อัตราความประหยัด 2WD 16.2 – 15.4 กม./ลิตร 4WD 15.6 – 14.8 กม./ลิตร

SKYACTIV-D 1.8 116 แรงม้า (ญี่ปุ่น)

  • เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 1.8 ลิตร 1,756 ซีซี. เทอร์โบ กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 79.0 x 89.6 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 14.8 : 1 กำลังสูงสุด 116 แรงม้า (PS) ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร ที่ 1,600 – 2,600 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ระบบขับเคลื่อนล้อคู่หน้า หรือ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อัตราความประหยัด 2WD 19.2 กม./ลิตร 4WD 18.4 กม./ลิตร

ช่วงล่างหน้า MacPherson Strut ช่วงล่างหลัง Torsion Beam

พร้อมระบบความปลอดภัย i-ACTIVSENSE ซึ่งประกอบด้วย

  • Adaptive LED Headlamps (ALH) ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ
  • Adaptive Front-Lighting System (AFS) ระบบปรับมุมลำแสงไฟหน้าอัตโนมัติตามการเลี้ยวของรถ
  • Advanced Blind Spot Monitoring (ABSM) ลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุจากจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน
  • Lane-keep Assist System (LAS) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน
  • Smart City Brake Support-Reverse (SCBS-R) ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง
  • Driver Attention Alert (DAA) ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่
  • Smart City Brake Support (SCBS) ระบบช่วยเบรกอัจฉริยะ ช่วยลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุจากการชนปะทะ
  • High Beam Control (HBC) เพิ่มวิสัยทัศน์ในเวลากลางคืน
  • Lane Departure Warning System (LDWS) ระบบสัญญาณเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ตั้งใจ
  • Rear Cross Traffic Alert (RCTA) ระบบเรด้าร์ที่ช่วยเตือนเมื่อมีรถวิ่งผ่านในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง
  • ระบบควบคุมความเร็ว และ พวงมาลัยตามรถคันหน้า (Cruising & Traffic Support : CTS)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Mazda Radar Cruise Control : MRCC)
  • ระบบควบคุมแรงบิดขณะเข้าโค้ง G-Vectoring Control แบบ PLUS
  • ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง คู่หน้า 2 / ด้านข้าง 2 / ม่านนิรภัย 2 / หัวเข่าคนขับ 1
  • ระบบเบรก ABS และ EBD เสริมแรงเบรก BA
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (DSC)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และ ลื่นไถล (TCS)
  • ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HLA)

ยังคงแนวคิดการออกแบบ Kodo Design แต่เรียกใหม่ว่า Charge and Release ที่เน้นเส้นสายที่หนักแน่น พลิ้วไหวอย่างต่อเนื่อง เหมือนศิลปะการเขียนอักษรญี่ปุ่นผ่านปลายพู่กัน โดยใช้หลักการออกแบบ 3 ส่วนได้แก่ การทิ้งพื้นผิวให้เวิ้งว้างว่างเปล่า (Yohaku) เส้นคมโค้งที่สร้างสมดุล แรงบันดาลใจจากดาบซามูไร Suri Curve) การเล่นกับแสงเงาที่ตกกระทบ (Utsuroi)

All-NEW Mazda CX-30 พัฒนาบนแพล็ตฟอร์มใหม่ Skyactiv-Vehicle Architecture โครงสร้างตัวถังทำจากเหล็กกล้า high-strength มีความสูงจากพื้นถนนเพิ่ม 25 มิลลิเมตร มาในรูปทรงเพรียวบางในตัวถัง Coupe ทำให้รถดูเตี้ยลง

8 สีตัวถังให้เลือกได้แก่

  • สีแดง Soul Red Crystal Metallic
  • สีเทาดำ Machine Gray Premium Metallic
  • สีเทาฟ้า Polymetal Gray Metallic
  • สีน้ำเงิน Deep Crystal Blue Mica
  • สีดำ Jet Black Mica
  • สีขาว Snowflake White Pearl Mica
  • สีเงิน Sonic Silver Metallic
  • สีน้ำตาล Titanium Flash Mica

ภายในห้องโดยสารมาพร้อมแผงหน้าปัดเรียบง่าย การออกแบบโดยรวมให้ความรู้สึกโอบล้อมผู้ขับขี่ พร้อมโทนสีเน้นอบอุ่น มีสกิมสี 2 เฉด ได้แก่ น้ำตาลเข้ม (Dark Brown) จับคู่กับเบาะหนังสีขาวหรือดำ และ น้ำเงินเข้ม (Dark Blue) จับคู่กับเบาะสี Greige (เทาอมเบจ) และสีดำ วัสดุมีทั้งหนังและผ้าทอ

Nissan Kicks e-Power

ภาพเรนเดอร์ นักออกแบบอิสระ

สื่อนิตยสารรถยนต์ในประเทศญี่ปุ่น ได้เผยภาพของ Nissan Kicks ไมเนอร์เช้นจ์ e-Power ใหม่ที่อ้างอิงจากรถทดสอบวิ่งในไทย และ ญี่ปุ่น เผยให้เห็นการออกแบบขยายฐาน V-Motion แสดงให้เห็นแนวคิดการออกแบบสุดพรีเมี่ยมมากขึ้นของนิสสันรุ่นใหม่ๆ สำหรับประเทศไทยเปิดตัว 19 มีนาคมนี้ เป็นรุ่นไมเนอร์เช้นจ์ใหม่

  • Nissan e-POWER เครื่องยนต์ทำงานเสมือนรอบเดินเบา ทำหน้าที่ปั่นไฟเก็บเข้าแบตเตอรี่อย่างเดียว ตัวรถขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แต่เติมน้ำมันแบบรถปกติ

ล่าสุดมีการเผยแพร่ภาพการทดสอบวิ่งบนท้องถนนจริงของ Nissan Kicks e-POWER ครอสโอเวอร์ขนาดเล็กในประเทศไทย ข่าวการเปิดตัว Nissan Kicks ในบ้านเราเริ่มมีมาเรื่อยๆ และคาดการณ์ว่า พร้อมเปิดตัวช่วงงาน Motor Show 2020 หรือปลายเดือนมีนาคมนนี้

หากดูจากภาพทดสอบวิ่ง จะเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านดีไซน์บริเวณกระจังหน้าพอสมควร และคาดว่านี้คือรุ่นปรับปรุงล่าสุดที่เตรียมเปิดตัวครั้งแรกในบ้านเราเช่นกัน ยังไงโปรดติดตาม

Nissan e-POWER

เทคโนโลยี e-POWER คือระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีพละกำลังสูง แบบเดียวกับรถยนต์ไฟฟ้า EV โดยนำเทคโนโลยีรถไฟฟ้าจาก Nissan LEAF มาประยุกต์กับเครื่องยนต์เบนซินขนาดเล็ก ติดตั้งเครื่องยนต์สันดาปที่ไม่เชื่อมต่อกับล้อ เครื่องยนต์ใช้สำหรับปั่นไฟฟ้าลงสู่แบตเตอรี่ แตกต่างจากรถ Hybrid ทั่วไปที่ใช้เครื่องยนต์ส่งพละกำลังลงสู่ล้อด้วย

  • ” บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ขยายกิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสม (Hybrid Electric Vehicle : HEV) และ แบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า EV เงินลงทุนทั้งสิ้น 10,960 ล้านบาท ตั้งโรงงานอยู่ที่ อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ โดยบริษัทมีแผนที่จะใช้วัตถุดิบในประเทศมูลค่ากว่า 15,920 ล้านบาทต่อปี ” เป็นการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบผสมรุ่น e-Power ” ซึ่งเดิมมีฐานการผลิตเพียงแห่งเดียวที่ประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นเทคโนโลยีหลักในการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยียานยนต์จากระบบเครื่องยนต์ในปัจจุบันไปสู่ระบบไฟฟ้า “

Nissan Kicks จะเปิดตัวครั้งแรกในโลกปี 2559 ประเทศบราซิล ขายจริง 5 สิงหาคม 2559 และเริ่มจำหน่ายในกลุ่มประเทศละตินอเมริกา ก่อนจำหน่ายในอีก 80 ประเทศอย่าง จีน ญิ่ปุ่น อินเดีย และประเทศในกลุ่มอาเซียน และแน่นอนปีหน้าเราจะได้เห็น Nissan Kick ในประเทศไทย 19 มีนาคมนี้

  • เครื่องยนต์ดีเซล รหัส K9K แบบ 4 สูบ คอมมอนเรล เทอร์โบ ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 110 แรงม้า ที่ 3,850 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 240 นิวตันเมตร ที่ 1,750 รอบ/นาที จับคู๋เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ
  • เครื่องยนต์เบนซิน รหัส H4K แบบ 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 106 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที และแรงบิด 142 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ

Nissan Kick เวอร์ชั่นอินเดีย

Nissan Kicks ครอสโอเวอร์น้องใหม่เวอร์ชั่นอินเดียพัฒนาบนแพล็ตฟอร์ม B0 ร่วมกับ Renault Duster และ Nissan Terrano ต่างจากเวอร์ชั่นจำหน่ายในตลาดโลกที่ใช้แพล็ตฟอร์ม V-Platform Nissan Kick สามารถเทียบแข่งกับ Hyundai Creta และ Renault Captur ในตลาดอินเดียได้

ขนาดมิติตัวถัง Nissan Kick

  • ความยาวอยู่ที่ 4,384 มม.
  • ความกว้าง 1,813 มม.
  • ความสูง 1,656 มม.
  • ความยาวฐานล้อ 2,673 มม
  • ความสูงจากพื้นถนน 200 มม.

การออกแบบภายนอกเน้นความสปอร์ตด้วยกระจังหน้าทรง V-Motion ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ LED ไฟส่องสว่างกลางวันทรงบูมเมอแรง หลังคาสีตัดกับตัวรถ เสา A และเสา C สีดำ ไฟท้ายแบบ LED ล้ออัลลอยทูโทน 5 ก้านขนาด 17 นิ้ว

ภายในห้องโดยสารออกแบบโด่ดเด่นด้วยโทนดำน้ำตาลปรับแผงหน้าปัด Gliding Wing ใหม่ หน้าจออินโฟเทนเม้นท์ขนาด 8 นิ้ว แผงควบคุมระบบปรับอากาศอัตโนมัติ เบาะหนังดำสลับน้ำตาลเย็บลอนเบาะตรงกลางเป็นลายข้าวหลามตัด

ฟีเจอร์ที่ต้องติดมาในเวอร์ชั่นอินเดียคือ เสียง แตร ที่ขาดไม่ได้ (อาจจะดัดมากกว่าปกติเพราะคนอินเดียเสพติดการบีบแตรหนักมาก) กล้องมองภาพ 360 องศาระบบควบคุมความเร็ว (Cruise Control), ที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ รวมถึง NissanConnect

MG ZS ไมเนอร์เช้นจ์วิ่งในเมืองไทย

ล่าสุดทางผู้ใช้งาน FB : ‎Worawuth Puttakasem‎ ได้เผยแพร่ภาพรถยนต์ทดสอบวิ่งในกลุ่ม MG ZS แน่นอนว่ามันคือ MG ZS ไมเนอร์เช้นจ์ใหม่ ที่เปิดตัวในจีน รอลุ้นข่าวดีเร็วๆนี้ได้เลย และรอลุ้นเครื่องยนต์ใหม่ หรือไม่ ? ต้องติดตาม

14 พฤศจิกายน 2560 คือวันเปิดตัวรถยนต์ครอสโอเวอร์รุ่นใหม่อย่าง MG ZS นับจากวันนั้น MG เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในตลาด Subcompact Crossover แม้มีเจ้าตลาดอย่าง HR-V และปี 2019 ได้เปิดตัว MG HS เสริมความแข็งแกร่งในกลุ่มตลาด SUV

แม้ว่ากระบะอย่าง Extender จะไม่สามารถสร้างยอดขายได้น่าประทับใจ แต่ ZS และ HS ประคองปี 2019 ให้ MG ประเทศไทยอยู่รอดอีกปี และปีนี้จะมีการปรับปรุงหลายๆอย่าง ที่แน่ๆคือ MG ZS ไมเนอร์เช้นจ์เปิดตัวอย่างไม่ต้องสงสัย หลังจากเผยโฉมในแดนมังกรเมื่อปีที่แล้ว แต่สเปค และรายละเอียดอื่นๆ ต้องรอลุ้นอีกที สิ่งที่คาดหวังคือ ขุมพลังใหม่

NEW MG ZS ไมเนอร์เช้นจ์ใหม่ เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศจีนเมื่อ 17 ตุลาคม 2019 ที่ผ่านมา พร้อมเผยสเปค เครื่องยนต์ ภายนอก ภายใน และระบบความปลอดภัย MG Pilot L2

ราคาเริ่มต้น 79,800 – 112,800 หยวน หรือประมาณ 341,000 – 483,000 บาทยังไม่รวมภาษีบ้านเรา

  • ความยาว / กว้าง / สูง (มม.) 4323 * 1809 * 1653
  • ระยะฐานล้อ 2585 มม.
  • ความจุถังน้ำมัน 45 ลิตร
  • น้ำหนักตัวถัง 1318 กก.

ขนาดตัวถัง ZS ในไทย

  • ความยาว / กว้าง / สูง (มม.) 4,314*1,809,*1,624
  • ระยะฐานล้อ 2585 มม.
  • ความจุถังน้ำมัน 48 ลิตร
  • น้ำหนักตัวถัง 1,258 กก.

เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 260TGI 1.3T SAIC NetBlue Blue Core ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า แรงบิต 230 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ 6AT ใหม่ อัตราสิ้นเปลือง 100 กม./6.6 ลิตร หรือ 15 กม./ลิตร

เครื่องยนต์เบนซิน 180DVVT 1.5L Plus +SAIC NetBlue Blue Core ให้กำลังสูงสุด 118 แรงม้า แรงบิต 150 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังเกียร์ธรรมดา และเกียร์อัตโนมัติ CVT Stepless อัตราสิ้นเปลือง 100 กม./6.2 ลิตร หรือประมาณ 15 กิโลเมตรต่อลิตร

หน้าตาภายนอกปรับเปลี่ยนให้ดูดีมากขึ้น กระจังหน้า 6 เหลี่ยมทรงใหม่ ไฟหน้ารมดำ กระจังหน้ารมดำ กระจกมองข้างรมดำ คาลิเปอร์สีแดง ไฟหน้าแบบ LED ไฟท้ายแบบ LED หลังคาซันรูฟพาโนรามิก i-MAX ล้ออัลลอย Tomahawk 17 นิ้ว ยาง 215/55 R17 (Michelin®)

  • ไฟหน้าใหม่ขนาดเล็กพร้อมไฟส่องสว่างกลางวันแบบ LED
  • กระจังหน้าทรงหกเหลี่ยม
  • กันชนหลังใหม่
  • ชายกันชนล่าง – กรอบไฟตัดหมอกปรับใหม่
  • ไฟท้ายแบบ LED ปรับรายละเอียดใหม่
  • พร้อมชุดแต่ง Black Knight Sports Kit
  • ระบบความปลอดภัย MG Pilot L2

ภายในห้องโดยสารเปลี่ยนตำแหน่งคอนโซลกลาง กรอบแอร์ฝั่งขับขี่ แผงประตู ขอบเบาะ และตกแต่งด้วยวัสดุอื่นๆเช่น สีดำเงาและโลหะสีเงิน พร้อมเปลี่ยนใช้เบรกมือไฟฟ้า เครื่องเสียงใหม่รองรับ Zebra Zhixing 3.0

  • ภายในตกแต่งดำล้วนเสริมด้วยขอบแดงบริเวณแผงประตู คอนโซลกลาง กรอบแอร์ และเบาะนั่ง
  • ซันรูฟแบบพาโนราม่า I-MAX ขนาดใหญ่
  • หน้าจอสัมผัสแบบลอยความละเอียดสูงขนาด 10.1 นิ้ว พร้อมระบบ Zebra Zhixing 3.0 รองรับการสั่งงานด้วยเสียง
  • ลำโพง 6 ตำแหน่ง
  • เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง
  • ปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศใหม่แนวยาว
  • เพิ่มเบรกมือไฟฟ้าพร้อมปุ่ม Auto Hold
  • เปลี่ยนฐานเกียร์ใหม่
  • เปลี่ยนเบาะนั่งทรงใหม่
  • ลายเคฟล่ารอบคัน
  • รายการ Keyless Keyless Enter
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติรองรับ PM2.5
  • ช่องแอร์ด้านหลัง
  • หน้าต่างระบบไฟฟ้า 4 ประตู พร้อมฟังก์ชั่นกันหนีบด้านคนขับ

เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จแบบคู่ 260TGI + เกียร์อัตโนมัติ 6AT ใหม่เครื่องยนต์ 180DVVT + เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด CVT stepless

ระบบความปลอดภัย MG Pilot L2 ได้แก่

  • ระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผัน ACC
  • ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW
  • ระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA
  • ระบบควบคุมความเร็วอัจฉริยะอัจฉริยะ LDP
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าขณะขับขี่ FCW
  • ระบบตรวจสอบจุดบอด BLIS
  • ระบบควบคุมความเร็วอัจฉริยะ SAS
  • ระบบช่วยเหลือการจราจรติดขัด TJA
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา

Mitsubishi Xpander Cross ยกสูง 225 มม.

Mitsubishi Xpander เปิดตัวในประเทศไทยในงาน BIG Motor Sale 2018 หรือรวมระยะเวลา 1 ปีเข้าปีที่ 2 เป็นเรือธงอีกรุ่นที่มียอดขายดี และอันดับ 1 ในกลุ่ม MINI MPV ล่าสุดเปิดตัวรุ่นตกแต่งยกสูงพิเศษ Xpander Cross ในประเทศอินโดนีเซีย เดือนต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แน่นอนว่าบ้านเรามีลุ้นเปิดตัวชุดแต่งนี้เช่นกัน เพราะปี 2563 Xpander ไม่ได้ปรับโฉมอะไรแน่นอน หากมีการปรับ ก็คือเพิ่มชุดแต่งเพื่อดันยอดขาย

และมีความเป็นไปได้สูงที่เราจะได้ยลโฉมชุดแต่งพิเศษนี้ บนพื้นฐานรุ่นเดิม เหมือนอินโดนีเซีย ยังไงโปรดติดตามเร็วๆนี้ เพราะปี 2563 คาดว่าปีนี้เราจะได้เห็น SUV-Crossover รุ่นใหม่อีกประมาณ 2 รุ่น

สิ่งที่น่าสนใจ

  • ไฟหน้า LED และไฟตัดหมอก
  • กระจังหน้าสีดำเข้มใหม่
  • กันชนหน้า + หลัง
  • เสาอากาศหูฉลาม
  • เครื่องไล่ฝ้าหน้าต่างด้านหลัง
  • โป่งล้อสีดำ
  • ไฟส่องป้ายทะเบียน
  • กันกระแทกด้านข้าง
  • กระจกมองข้างทูโทน
  • ล้ออัลลอย 17 นิ้วลายใหม่
  • ราวหลังคา
  • สัญลักษณ์ XPANDER CROSS ฝากระโปรงหน้า + ฝาท้าย
  • ระบบควบคุมความเร็วคงที่ Cruise control
  • เบาะหนังทูโทน
  • หัวหน้าสัมผัสขนาด 7 นิ้วพร้อมการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน
  • การตกแต่งภายในทูโทน
  • ปุ่มเริ่ม / หยุด Start/stop button
  • + ตัวถังสีส้ม Sunrise Orange Metallic

มีให้เลือก 3 รุ่นย่อยได้แก่

  • Xpander Cross M/T: Rp. 267.700.000 ประมาณ 577,000 บาท
  • Xpander Cross A/T: Rp. 277.700.000 ประมาณ 598,000 บาท
  • Xpander Cross Premium Package A/T: Rp. 286.700.000 ประมาณ 620,000 บาท

Mitsubishi Xpander SUV รุ่นยกสูงพิเศษ พร้อมชุดแต่งออฟโรตในแบบฉบับสายลุยดูมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ด้วยกระจังหน้า กันชนหน้าใหม่ ปรับปรุงรายละเอียดไฟหน้า เสริมกันชนรอบคันใหม่ ล้ออัลลอยลายใหม่

  • ยาว x สูง x กว้าง 4500 x 1750 x 1800 มม. ระยะฐานล้อ 2775 มม. ขนาดล้อ 205/55R17

ด้วยตัวถังยกสูงจากพื้นดิน Overfenders 225 มม. (ยกสูงอีก 20 มม.)พร้อมล้อขนาด 17 นิ้ว ราวหลังคาใหม่ สีสันตัวถังที่หลากหลายมากขึ้น

  • Xpander ไทย ระยะต่ำสุดถึงพื้น 205 มม.

หน้าตาโดยรวมจะคล้าย ASX กระจังหน้าขัดเกลาใหม่ ไฟหน้าแบบ LED ไฟตัดหมอกแบบ LED ใหม่ การตกแต่งภายในพร้อมเบาะหนัง หน้าจอขนาดใหญ่ มีราคาจำหน่ายจำหน่ายแพงกว่า Xpander โฉมปัจจุบันในอินโดนีเซีย

เครื่องยนต์เบนซินบล็อกเดิมรหัส 4A91 ความจุ 1.5 ลิตร MIVEC ให้กำลังสูงสุด 104 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิตสูงสุด 141 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ

ระบบความปลอดภัยพื้นฐานได้แก่ ระบบเบรก ABS, ถุงลมนิรภัยคู่ SRS, Hill Start Assist (HSA), Active Stability Control (ASC) และ ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉิน (ESS)

Honda CR-V ไมเนอร์เช้นจ์

CR-V เวอร์ชั่น USA ปรับไมเนอร์เช้นจ์ไปเมื่อกันยาน 2019 ที่ผ่านมาพร้อมการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างโดยเฉพาะเพิ่มขุมพลัง เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 Hybrid Sport i-MMD 215 แรงม้า แต่บ้านคงไม่ได้สัมผัสขุมพลังนี้

Honda CR-V ไมเนอร์เช้นจ์ MY2020 เตรียมเปิดตัวช่วงมีนาคม หรือใกล้ๆงาน Motor Show 2020 ท้ายเดือน

สิ่งที่น่าสนใจ

  • กระจังหน้า ใหม่
  • กันชนหน้า – หลัง ใหม่
  • ไฟหน้า – ไฟท้าย โครรมดำ
  • โครเมี่ยมโครรมดำ
  • ไอเสียคู่แบน ใหม่
  • Honda Sensing® จะเป็นพื้นฐานของทุกรุ่น
    • ระบบเตือนการชนรถ และคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรค (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
    • ระบบควบคุม และปรับความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
    • ระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
    • ระบบเตือน และช่วยควบคุมพวงมาลัยเมื่อรถออกนอกเลน (Road Departure Mitigation with Lane Departure Warning : RDM with LDM)
    • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam)
  • ระบบ Real Time All-Wheel-Drive (AWD) พร้อม Intelligent Control System
  • หน้าจอสัมผัสความละเอียดสูงขนาด 7 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay® / Android Auto ™
  • ที่ชาร์จแบบไร้สาย Wireless Charging คอนโซลกลาง
  • ไฟตัดหมอก LED
  • ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 19 นิ้ว

Honda CR-V MY2020 ออกแบบให้ดูใหม่มากขึ้นด้วยกระจังหน้าใหม่ กันชนหน้าใหม่โครเมี่ยม ไฟตัดหมอกแบบ LED กันชนท้ายใหม่ พร้อมท่อไอเสียคู่แบบแบน ล้ออัลลอยลายใหม่

MG ZS ไมเนอร์เช้นจ์วิ่งในเมืองไทย

ล่าสุดทางผู้ใช้งาน FB : ‎Worawuth Puttakasem‎ ได้เผยแพร่ภาพรถยนต์ทดสอบวิ่งในกลุ่ม MG ZS แน่นอนว่ามันคือ MG ZS ไมเนอร์เช้นจ์ใหม่ ที่เปิดตัวในจีน รอลุ้นข่าวดีเร็วๆนี้ได้เลย และรอลุ้นเครื่องยนต์ใหม่ หรือไม่ ? ต้องติดตาม

14 พฤศจิกายน 2560 คือวันเปิดตัวรถยนต์ครอสโอเวอร์รุ่นใหม่อย่าง MG ZS นับจากวันนั้น MG เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในตลาด Subcompact Crossover แม้มีเจ้าตลาดอย่าง HR-V และปี 2019 ได้เปิดตัว MG HS เสริมความแข็งแกร่งในกลุ่มตลาด SUV

แม้ว่ากระบะอย่าง Extender จะไม่สามารถสร้างยอดขายได้น่าประทับใจ แต่ ZS และ HS ประคองปี 2019 ให้ MG ประเทศไทยอยู่รอดอีกปี และปีนี้จะมีการปรับปรุงหลายๆอย่าง ที่แน่ๆคือ MG ZS ไมเนอร์เช้นจ์เปิดตัวอย่างไม่ต้องสงสัย หลังจากเผยโฉมในแดนมังกรเมื่อปีที่แล้ว แต่สเปค และรายละเอียดอื่นๆ ต้องรอลุ้นอีกที สิ่งที่คาดหวังคือ ขุมพลังใหม่

NEW MG ZS ไมเนอร์เช้นจ์ใหม่ เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศจีนเมื่อ 17 ตุลาคม 2019 ที่ผ่านมา พร้อมเผยสเปค เครื่องยนต์ ภายนอก ภายใน และระบบความปลอดภัย MG Pilot L2

ราคาเริ่มต้น 79,800 – 112,800 หยวน หรือประมาณ 341,000 – 483,000 บาทยังไม่รวมภาษีบ้านเรา

  • ความยาว / กว้าง / สูง (มม.) 4323 * 1809 * 1653
  • ระยะฐานล้อ 2585 มม.
  • ความจุถังน้ำมัน 45 ลิตร
  • น้ำหนักตัวถัง 1318 กก.

ขนาดตัวถัง ZS ในไทย

  • ความยาว / กว้าง / สูง (มม.) 4,314*1,809,*1,624
  • ระยะฐานล้อ 2585 มม.
  • ความจุถังน้ำมัน 48 ลิตร
  • น้ำหนักตัวถัง 1,258 กก.

เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 260TGI 1.3T SAIC NetBlue Blue Core ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า แรงบิต 230 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ 6AT ใหม่ อัตราสิ้นเปลือง 100 กม./6.6 ลิตร หรือ 15 กม./ลิตร

เครื่องยนต์เบนซิน 180DVVT 1.5L Plus +SAIC NetBlue Blue Core ให้กำลังสูงสุด 118 แรงม้า แรงบิต 150 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังเกียร์ธรรมดา และเกียร์อัตโนมัติ CVT Stepless อัตราสิ้นเปลือง 100 กม./6.2 ลิตร หรือประมาณ 15 กิโลเมตรต่อลิตร

หน้าตาภายนอกปรับเปลี่ยนให้ดูดีมากขึ้น กระจังหน้า 6 เหลี่ยมทรงใหม่ ไฟหน้ารมดำ กระจังหน้ารมดำ กระจกมองข้างรมดำ คาลิเปอร์สีแดง ไฟหน้าแบบ LED ไฟท้ายแบบ LED หลังคาซันรูฟพาโนรามิก i-MAX ล้ออัลลอย Tomahawk 17 นิ้ว ยาง 215/55 R17 (Michelin®)

  • ไฟหน้าใหม่ขนาดเล็กพร้อมไฟส่องสว่างกลางวันแบบ LED
  • กระจังหน้าทรงหกเหลี่ยม
  • กันชนหลังใหม่
  • ชายกันชนล่าง – กรอบไฟตัดหมอกปรับใหม่
  • ไฟท้ายแบบ LED ปรับรายละเอียดใหม่
  • พร้อมชุดแต่ง Black Knight Sports Kit
  • ระบบความปลอดภัย MG Pilot L2

ภายในห้องโดยสารเปลี่ยนตำแหน่งคอนโซลกลาง กรอบแอร์ฝั่งขับขี่ แผงประตู ขอบเบาะ และตกแต่งด้วยวัสดุอื่นๆเช่น สีดำเงาและโลหะสีเงิน พร้อมเปลี่ยนใช้เบรกมือไฟฟ้า เครื่องเสียงใหม่รองรับ Zebra Zhixing 3.0

  • ภายในตกแต่งดำล้วนเสริมด้วยขอบแดงบริเวณแผงประตู คอนโซลกลาง กรอบแอร์ และเบาะนั่ง
  • ซันรูฟแบบพาโนราม่า I-MAX ขนาดใหญ่
  • หน้าจอสัมผัสแบบลอยความละเอียดสูงขนาด 10.1 นิ้ว พร้อมระบบ Zebra Zhixing 3.0 รองรับการสั่งงานด้วยเสียง
  • ลำโพง 6 ตำแหน่ง
  • เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง
  • ปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศใหม่แนวยาว
  • เพิ่มเบรกมือไฟฟ้าพร้อมปุ่ม Auto Hold
  • เปลี่ยนฐานเกียร์ใหม่
  • เปลี่ยนเบาะนั่งทรงใหม่
  • ลายเคฟล่ารอบคัน
  • รายการ Keyless Keyless Enter
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติรองรับ PM2.5
  • ช่องแอร์ด้านหลัง
  • หน้าต่างระบบไฟฟ้า 4 ประตู พร้อมฟังก์ชั่นกันหนีบด้านคนขับ

เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จแบบคู่ 260TGI + เกียร์อัตโนมัติ 6AT ใหม่เครื่องยนต์ 180DVVT + เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด CVT stepless

ระบบความปลอดภัย MG Pilot L2 ได้แก่

  • ระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผัน ACC
  • ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW
  • ระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA
  • ระบบควบคุมความเร็วอัจฉริยะอัจฉริยะ LDP
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าขณะขับขี่ FCW
  • ระบบตรวจสอบจุดบอด BLIS
  • ระบบควบคุมความเร็วอัจฉริยะ SAS
  • ระบบช่วยเหลือการจราจรติดขัด TJA
  • กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา

All-NEW Lexus LM

Leuxs LM Luxury Van รถแวนรุ่นแรกของค่ายที่มาพร้อมการออกแบบสุดพรีเมี่ยม เน้นการใช้งานทุกสัดส่วน หรูหราและราคาแรงกว่า Toyota Alphard Lexus LM300h เป็นรุ่นนำเข้าทั้งคัน

  • All-NEW Lexus LM มันก็คือ Toyota Alphard / Vellfire ที่ยกระดับความหรูเข้าไปอีกด้วยแบรนด์ Lexus และเป็น Minivan คันแรกของค่ายที่ปรับปรุงให้หรูหราอย่างมากทั้งภายนอก และ ภายในห้องโดยสาร แต่ราคายังไม่ได้เปิดเผย

Lexus LM300hมี 2 รุ่นคือแบบ 7 ที่นั่งและแบบ 4 ที่นั่ง

ในจีนมี 2 รุ่นย่อย ราคา 1,166,000 – 1,466,000 หยวน หรือประมาณ 5.2 – 6.5 ล้านบาท ยังไม่รวมภาษีบ้านเรา

บ้านเราจะติดตั้ง LM 300h เบนซิน 2.5 ลิตร + มอเตอร์ไฟฟ้า

  • เครื่องยนต์เบนซิน รหัส 2AR-FXE 4 สูบ ขนาด 2.5 ลิตร 2,493 ซีซี. กำลังสูงสุด 152 แรงม้า ที่ 5,700 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 206 นิวตันเมตร ที่ 4,400 – 4,800 รอบ/นาที มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว มอเตอร์ไฟฟ้าหน้า 143 แรงม้า 270 นิวตัน-เมตร / มอเตอร์หลัง 68 แรงม้า 139 นิวตัน-เมตร รวมกำลังมอเตอร์ไฟฟ้า 197 แรงม้า แบตเตอรี่ Nickel-hydrogen 6.5 Ah เกียร์อัตโนมัติ E-CVT ขับเคลื่อน 4 ล้อ E-Four

ที่มา Lexus Sukhumvit Club

ข้อมูลในเมืองจีน

การออกแบบภายนอก มาพร้อมกระจังหน้าแบบ Spindle Grille ไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟ DRL และ โปรเจคเตอร์ ไฟท้ายแบบ LED ลากยาวเชื่อมเต็มฝาท้ายตอบรับ คิ้วประตูโครเมี่ยม เล่นระดับขอบล่าง และไต่ระดับสู่ของบนอย่างลงตัว พร้อมสปอยเลอร์หลังคาคมชัด

ภายในห้องโดยสารหรูหรามากกว่าด้วยการใช้โทนสี Gin-Sin-Boku หมึกน้ำเงิน พร้อมวัสดุที่ใช้ระดับพรีเมี่ยมได้แก่ หนัง,โลหะ,เดินด้ายด้วยฝีมือชั้นสูง เบาะนั่งแบบ 4 และ 7 ที่นั่ง หน้าจอตรงกลางสัมผัสขนาด 10.3 นิ้ว พร้อมจอแสดงผล 26 นิ้วด้านหลัง ตู้เย็น ที่เก็บร่ม ระบบปรับอากาศแยก พร้อมแผงควบคุมต่างๆ บริเวณแถวผู้โดยสารหลัง หลังคาซันรูฟไฟฟ้า

พร้อมเครื่องยนต์ 2 บล็อกได้แก่

LM 300h เบนซิน 2.5 ลิตร + มอเตอร์ไฟฟ้า

  • เครื่องยนต์เบนซิน รหัส 2AR-FXE 4 สูบ ขนาด 2.5 ลิตร 2,493 ซีซี. กำลังสูงสุด 152 แรงม้า ที่ 5,700 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 206 นิวตันเมตร ที่ 4,400 – 4,800 รอบ/นาที มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว มอเตอร์ไฟฟ้าหน้า 143 แรงม้า 270 นิวตัน-เมตร / มอเตอร์หลัง 68 แรงม้า 139 นิวตัน-เมตร รวมกำลังมอเตอร์ไฟฟ้า 197 แรงม้า แบตเตอรี่ Nickel-hydrogen 6.5 Ah เกียร์อัตโนมัติ E-CVT ขับเคลื่อน 4 ล้อ E-Four

LM 350 เบนซิน 3.5 ลิตร

  • เครื่องยนต์เบนซิน รหัส 2GR-FKS V6 สูบ D-4S ขนาด 3.5 ลิตร 3,456 ซีซี. กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 94.0 x 83.0 มิลลิเมตร กำลังสูงสุด 301 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 361 นิวตันเมตร ที่ 4,600 – 4,700 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Direct Shift ขับเคลื่อน 2 ล้อ และ ขับเคลื่อน 4 ล้อ

Leave a Reply

Your email address will not be published.