1.All-new Toyota Corolla Altis

ขนามิติตัวถัง Corolla Altis ไต้หวัน

  • ยาว 4,630 มิลลิเมตร
  • กว้าง 1,780 มิลลิเมตร
  • สูง 1,435 มิลลิเมตร
  • ระยะฐานล้อ 2,700 มิลลิเมตร

Altis Hybrid ใหม่ ภายนอก

  • ไฟหน้าแบบฮาโลเจน Bi-Beam ปรับสูง-ต่ำได้
  • ไฟส่องสว่างกลางวันแบบ LED
  • ไฟตัดหมอกคู่หน้า LED
  • ไฟท้ายแบบ Full LED Tube
  • กระจกมองข้างปรับพับด้วยระบบไฟฟ้า
  • มล้อและยางขนาด 205/55R16 ยางแก้มหนาขนาด 195/65R15

ภายในห้องโดยสารออกแบบเรียบง่ายในแนวคิด Sensuous Minimalism ใช้ไฟตกแต่งภายใน Ambient Light เบาะนั่งมีให้เลือกทั้งสีดำ และแบบทูโทน (เทาอ่อน-ดำ) ระบบเครื่องเสียงแบบธรรมดา และ หน้าจอขนาด 8 นิ้วรองรับ Drive+Connect และ WiFi พร้อมจอ Multi Information Display (MID) เป็นจอสี TFT ขนาด 4.2 นิ้ว หน้าปัดที่มีจอตรงกลางเป็น TFT ขนาด 7 นิ้ว

เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ Atkinson cycle ขนาด 1.8 ลิตร 1,798 ซี.ซี. ให้แรงม้าสูงสุด 96.5 แรงม้าที่ 5,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 14.5 กก. ม. ที่ 3,600 รอบต่อนาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor แบตเตอรี่ Ni-MH ผสานกำลังสูงสุด 122 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ แบบ E-CVT อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 25.8 กม./ลิตร

ระบบความปลอดภัย

  • ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง
  • กล้องรอบคัน 360 องศา (เฉพาะ Hybrid ตัวท้อป)
  • ระบบตรวจวัดแรงดันลมยาง TPMS
  • Toyota’s Star Safety System
    • ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (VSC)
    • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TRC)
    • ระบบกระจายแรงเบรก (EBD)
    • ระบบช่วยเสริมแรงเบรก (BA)
    • ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS)
    • ระบบแยกจับเบรกหน้าซ้าย/ขวาเพื่อช่วยในการเข้าโค้ง (ACA)
  • Toyota Safety Sense 2.0
    • ระบบความปลอดภัยก่อนการชน และ เบรกอัตโนมัติ Pre-Collision System
    • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ แบบแปรผัน Dynamic Radar Cruise Control
    • ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน หรือมีอาการส่ายไปมาในเลน พร้อมหน่วงพวงมาลัยอัตโนมัติ Lane Departure Assist (LDA)
    • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ Automatic High Beam Control (AHB)
    • ระบบตรวจจับรถในจุดบอดกระจกมองข้าง Blind Spot Monitoring (BSM) – (มีทุกรุ่นยกเว้นเบนซินรุ่นถูกสุด)

All-new Toyota Corolla Altis Hybrid 2019 มี 2 รุ่นย่อยให้เลือกเคาะราคา 818,000 – 898,000 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือเป็นเงินไทย 845,000 – 919,000 บาทโดยประมาณคาดว่าถ้าเข้าไทยราคาคงไม่น่าเกิน 1 ล้านบาท

2. All-NEW Mazda3

เบนซิน SKYCTIV-G 1.5

  • เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร กำลังสูงสุด 111 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 146 นิวตันเมตร ที่ 3,500 รอบ/นาที เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือ เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า และ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

เบนซิน SKYCTIV-G 2.0

  • เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 156 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 199 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า

ดีเซล SKYCTIV-D 1.8

เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 1.8 ลิตร เทอร์โบ กำลังสูงสุด 116 แรงม้า (PS) ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร ที่ 1,600 – 2,600 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า หรือ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

เบนซิน SKYACTIV-X

  • เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร 1,997 ซีซี. กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 83.5 x 91.2 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 15.0 : 1 ระบบ SPCCI (Spark-Controlled Compression Ignition) ระบบ mild hybrid เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือ เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า หรือ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (เปิดตัวช่วงตุลาคม 2019 ในประเทศญิปุ่น และ Mild Hybrid) สำหรับกำลังคาดว่าจะให้กำลังมากถึง 178 แรงม้าแรงบิดสูงสุด 222 นิวตัน-เมตร เป็นขุมพลังที่แรงและประหยัดน้ำมัน ตัวเลขนี้ต้องรอมาสด้าออกมายืนยันใกล้วันเปิดตัว

Sedan 4 ประตู

  • ยาว 4,660 มม.
  • กว้าง 1,795 มม.
  • สูง 1,445 มม.
  • ระยะฐานล้อ 2,725 มม.

Fastback 5 ประตู

  • ยาว 4,460 มม.
  • กว้าง 1,795 มม.
  • สูง 1,440 มม.
  • ระยะฐานล้อ 2,725 มม.

เปิดตัวอย่างเป็นทางการสำหรับซีดานยอดขายดี All-NEW Mazda 3 2020 เจนใหม่ในประเทศญิปุ่นพร้อมขุมพลังเบนซิน 1.5 ลิตร เบนซิน 2.0 ลิตร และดีเซล 1.8 ลิตร

ภายนอก

  • ไฟหน้าแบบ LED ระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ
  • ไฟส่องสว่างกลางวันแบบ LED
  • ไฟท้ายแบบ LED
  • ระบบเปิด-ปิดน้ำฝนอัตโนมัติ
  • กระจกหน้าต่างแบบ Privacy Glass
  • ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว

ภายในห้องโดยสาร

  • เบาะนั่งผู้ขับปรับด้วยระบบไฟฟ้า
  • พวงมาลัยหุ้มหนังปรับ 4 ทิศทาง
  • หน้าจอ Active Driving Display แบบสี
  • หน้าจออินโฟเทนเม้นท์ 8.8 นิ้วพร้อมแป้นควบคุมแบบสัมผัส
  • เครื่องเสียงรองรับ CD/DVD ทีวีจูนเนอร์
  • รองรับ Apple CarPlay/Android Auto
  • ลำโพง 8 ตำแหน่ง หรือเลือก ระบบเสียง BOSE พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง
  • กล้องมองภาพ 360 องศา เซ็นเซอร์กะระยะหน้า-หลัง
  • เบรกมือไฟฟ้า

ระบบความปลอดภัย

  • ระบบป้องกันรถออกนอกเลน (LAS)
  • ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDWS)
  • ระบบช่วยควบคุมการขับขี่ขณะจราจรหนาแน่น (CTS)
  • ไฟหน้า Adaptive LED พร้อมไฟสูงแบบปรับหลบหลีกรถคันอื่นอัตโนมัติ
  • ระบบเตือนอาการเหนื่อยล้าผู้ขับขี่ (DAA)
  • ระบบอ่านป้ายจราจร (TSR)

All-NEW Mazda 3 2020 ใหม่ยังไม่มีเครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-X ซึ่งคาดว่าจะมาจำหน่ายช่วงปลายปี 2019 ในประเทศญิปุ่น โดยเคาะราคาเริ่มต้นที่ 2,181,000 – 3,221,400 เยน หรือประมาณ 650,000 – 938,000 บาท SKYACTIV-X ราคาจะอยู่ประมาณ 3,140,000 – 3,621,400 เยน หรือประมาณ 912,000 – 1,051,000 บาท

3.Honda City

Honda City โฉมปัจจุบัน เจนที่ 6 เปิดตัวเมื่อ 23 มกราคม 2557 มาพร้อม 5 รุ่นย่อยให้เลือกได้แก่ รุ่น S (เกียร์ธรรมดา), V , V+ , SV และ SV+ และได้ปรับโฉมเมื่อ มกราคม พ.ศ. 2560 ปรับปรุงกระจังหน้า ภายในมีการปรับปรุงบริเวณหน้าจออินโฟนเทนเมนต์เล็กน้อยและมาตรวัดแบบใหม่

ในปี 2562 ไตรมาสที่ 4 มีความเป็นไปได้ที่จะเปิดตัว All-NEW Honda City โครงการ Eco Car Phase 2  เพื่อกระตุ้นตลาด B-Segment พร้อมเปลี่ยนขุมพลังใหม่เครื่องยนต์ แบบ Downsizing 3 สูบ 1.0 ลิตร VTEC Turbo

การออกแบบของ All-NEW Honda City ใหม่หมดทั้งคันด้วยเส้นสายดูสมส่วนมากขึ้น ภายนอกอ้างอิงการออกแบบจาก Honda Insight ชุดไฟหน้าพร้อมไฟ Daytime Running Light ไฟท้ายเรียวยาวขึ้น กระจังหน้าแบบ Flying Wing ไฟท้ายใหม่

เครื่องยนต์ใหม่เบนซิน 1.0 ลิตร 3 สูบ DOHC 12 วาล์ว 998 ซีซี. กระบอกสูบ x ช่วงชัก 73.0 x 78.7 มิลลิเมตร กำลังอัด 10.0 : 1 พร้อมระบบแปรผันวาล์ว ทั้งแบบ VTEC และ Dual VTC พ่วง Turbocharger แบบ Single Scroll ของ Borg Warner ให้กำลังสูงสุด 120 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 200 นิวตัน-เมตร (20.38 กก.-ม.) ที่ 2,000 – 4,500 รอบ/นาที เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือ เกียร์อัตโนมัติ CVT

Eco Car Phase 2 คืออะไร

สำหรับ Eco Car Phase 2 คืออะไร ? เป็นโครงการสิทธิพิเศษยกเว้นภาษีนิติบุคคล 6 ปี โดยต้องผ่าน Eco Car Phase 2 เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 6,500 ล้านบาท และมีกำลังผลิตไม่น้อยกว่า 100,000 คัน/ปี ตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป

ขนาดเครื่องยนต์ตั้งแต่ 1,300 – 1,500 cc. ต้องผ่านมาตรฐาน EURO 5 ปล่อย CO2 ไม่เกิน 100g/km อัตราความประหยัดไม่ต่ำกว่า 23.25 กม.ลิตร ต้องติดตั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานอย่าง ระบบป้องกันล้อล็อค ABS / ระบบควบคุมการทรงตัว ESC/ESP/VSC ในทุกรุ่นย่อย

รถยนต์ที่เปิดตัวใน Eco Car Phase 2 ไปแล้วคือ Mazda2 Disel และ Mazda 2 Gasoline แน่นอนว่าเจ้าใหญ่ๆยังลงเล่นไม่หมดนั้นคือ Ford, Mazda, MG, Volkswagen แต่เชฟโรเลตประกาศถอนตัวเมื่อมีนาคมที่ผ่านมา เพราะสภาพการเงินไม่ค่อยดีเท่าไหร่

All-NEW Honda City เจนใหม่พร้อมเปิดตัวในบ้านเราปลายปีนี้

4. Nissan Almera

ภายนอกรุ่น SR

  • กระจังหน้าทรง V-Motion
  • ไฟหน้าแบบ LED เปิด-ปิด อัตโนมัติ พร้อมไฟส่องสว่างกลางวันแบบ LED
  • ไฟตัดหมอกแบบฮาเลจน
  • กระจกข้างปรับด้วยระบบไฟฟ้า
  • สปอยเลอร์ฝากระโปรงท้าย
  • ล้ออัลลอยสีดำเงา 17 นิ้ว

ภ่ายในห้องโดยสาร SR

  • หน้าจออินโฟเทนเม้นท์ขนาด 7 นิ้ว รองรับ Android Auto
  • หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ 7 นิ้ว
  • พวงมาลัยแบบ 3 ก้านและหัวเกียร์หุ้มหนัง
  • ระบบเบาะอุ่น
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
  • ระบบควบคุมความเร็ว Cruise Control
  • กุญแจ Intelligent Key
  • ปุ่มตาร์ทเครื่องยนต์

การออกแบบภายในห้องโดยสารยกดีไซน์คล้าย Nissan Micra เวอร์ชั่นยุโรป เช่น กรอบบริเวณช่องแอร์ หน้าจอขนาดใหญ่ตรงกลางขนาด 7 นิ้ว แดชบอร์ดกลาง พวงมาลัยสามก้านแบบท้ายตัด Sport D-Cut พวงมาลัย D-shape 3 ก้าน มาตรวัดความเร็วแบบเข็มธรรมดา ทางซ้ายเป็นจอ TFT ปรับค่าได้หลายแบบ

เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ความจุ 1.6 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า (HP) แรงบิดสูงสุด 154 นิวตัน-เมตร เพิ่มขึ้นจากเดิม 13 แรงม้า แรงบิดเพิ่มขึ้นอีก 9 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT และเกียร์ธรรมดา 5 สปีด (ในตลาดสหรัฐอเมริกา)

ระบบความปลอดภัย Nissan Intelligent Mobility

  • ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Automatic Emergency Braking ทำงานทั้งตอนเดินหน้าและถอยหลัง
  • ระบบเตือนรถเบี่ยงออกนอกเลน Lane Departure Warning System
  • ระบบไฟสูงเปิด/ดับอัตโนมัติเมื่อมีรถสวย (Automatic high-beam headlights)
  • ระบบเตือนรถอยู่ในจุดบอดกระจกมองข้าง (Blind Spot Monitoring system)
  • ระบบเตือนรถวิ่งตัดผ่านเวลาถอยหลัง (Rear Cross-traffic alert)
  • ระบบแจ้งเตือนเมื่อคนขับเหนื่อยล้า (Driver-alert system)
  • นอกจากนี้ ยังมีระบบ Cruise Control แบบปรับความเร็วตามรถคันหน้าอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) ที่เสียเงินสั่งติดตั้งเพิ่มได้

New Nissan ALMERA เตรียมเปิดตัวสู่ตลาดโลกไตรมาส 2 ปี 2019 สำหรับประเทศไทยคาดว่าจะตามมาไตรมาส 4 ปี 2019 ช่วงปลายปี มีความเป็นไปได้ที่ Nissan Almera เจนใหม่ จะเปิดตัวไล่เลี่ยกับคู่แข่งอย่าง Honda City เจนใหม่

5.Mitsubishi Mirage 

ภาพล่าสุดเป็นภาพของนิตยสารรถยนต์ในญิปุ่น เป็นภาพตกแต่งตามจินตนาการโดยนำเสนอผ่านช่อง Youtube พร้อมไฟหน้าแบบ Slim บางเฉียบ แม้ว่าการออกแบบดังกล่าวจะเป็นไปได้ยากหากผลิตขายจริง แต่สิ่งที่มาแน่ๆในมิราจใหม่คือ ไฟตัดหมอกขนาดใหญ่สับหลอกวางไว้มุมกันชน

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของ NEW Mirage เรียกได้ว่าปรับปรุงระดับ Big Minorchange ทั้งภายนอก ภายใน รวมถึงเครื่องยนต์ และจะเปิดตัวครั้งแรกในโลกที่งาน Tokyo Motor Show 2019 ช่วงตุลาคมนี้

NEW Mitsubishi Mirage เจนใหม่พัฒนาบนแพล็ตฟอร์ม CMF B ที่พัฒนาร่วมกับ Nissan และ Renault พร้อมเอกลักษณ์การออกแบบ Dynamic Shield ที่มีในรถยนต์มิตซูบิชิ รุ่นใหม่ๆ

พร้อมติดตั้ง 3 ขุมพลังได้แก่ (ข้อมูลต่างประเทศ)

  • เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ขนาด 900 ซี.ซี. เทอร์โบ กำลังสูงสุด 90 แรงม้า และแรงบิด 140 นิวตันเมตร
  • เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ขนาด 1,000 ซี.ซี. กำลังสูงสุด 73 แรงม้า และแรงบิด 95 นิวตันเมตร
  • เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 1,500 ซี.ซี. กำลังสูงสุด 90 แรงม้า และแรงบิด 220 นิวตันเมตร

6.ISUZU D-Max

Autohome เว็บรถยนต์เมืองจีน ได้เผยภาพการทดสอบวิ่งทั้งภายนอก และภายในแบบไม่ตั้งใจของ NEW ISUZU D-MAX เจนใหม่ เป็นการพลางตัว ที่พอจะเห็นไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ LED กระจังหน้าแนวนอน 2 ชั้น ราวหลังคา และ สปอร์ตบาร์

คอนโซลหน้าก็มีให้เห็นแบบลา่งๆ พอจะเดาได้ว่ายกมาจาก ISUZU MU-X เวอร์ชั่นยุโรป หพร้อมหน้าจอขนาดใหญ่ ขนาบข้างช่องแอร์ทั้งสองฝั่ง พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นสามก้าน แผงประตูใหม่

ในเมืองจีนติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลใหญ่สุด 3.0 ลิตร เทอร์โบแปรผัน 177 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิด 430 นิวตันเมตรที่ 2,000-2,200 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติ ใหม่ และ เกียร์ธรรมดา 6 สปีต ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Terrain Command 4WD

สำหรับการเปิดตัวในเมืองจีนคาดว่าจะมีขึ้นช่วงครึ่งแรกของปี 2019 บ้านเราคาดว่าจะเปิดตัวช่วงปลายปี หรืออาจจะถึงต้นปี 2020

autohome.com.cn

ภาพสเก็ต

7. MG T60

มีข่าวออกมาเรื่อยๆสำหรับรถกระบะตัวใหม่ที MG เตรียมเปิดตัวในบ้านเราซึ่งแน่นอนว่าคงเป็นร่างของ Maxus T60 ที่เผยโฉมในแดนมังกรช่วงพฤศจิกายน 2016 แต่อาจมีการปรับดีไซน์ให้สปอร์ตกว่านี้แน่นอน

Maxus T60 ภายนอกมาพร้อมออฟชั่นครบครันทั้งโคมไฟหน้าโปรเจคเตอร์ และ เดย์ไทม์ LED ไฟตัดหมอก กล้องมองภาพด้านหน้า-หลัง กระจกข้างพร้อมไฟเลี้ยว บันไดข้าง แร็คหลังคา

ภายในห้องโดยสารติดตั้งหน้าจอขนาดใหญ่ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนัง ช่องวางแก้วน้ำแผงแดชบอร์ด ช่องแอร์ผู้โดยสารตอนหลัง เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า ที่พักแขนพร้อมช่องวางแก้วแถวสอง กระจกหลังตัดแสงอัตโนมัติ กุญแจรีโมทพร้อมปุ่ม Push Start ถุงลมนิรภัย 2 ตำแหน่ง

เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 2.8 ลิตร 2,776 ซีซี. เทอร์โบแปรผัน Variable Geometry Turbocharger (VGT) และ Intercooler กำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 360 นิวตันเมตร ที่ 1,600 – 2,800 รอบ/นาที เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ หรือ เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหลัง และ ขับเคลื่อน 4 ล้อ

  • เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบ 224 แรงม้า 360 นิวตันเมตร (2.0T)
  • เครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร 136 แรงม้า 200 นิวตันเมตร (2.4)
รุ่น ราคา
2.4 เบนซิน ดับเบิ้ลแค็บ 380,000.-
2.4 เบนซิน ช่วงสั้น 410,000.-
2.4 เบนซิน ดับเบิ้ลแค็บ 390,000.-
2.4 เบนซิน ช่วงยาว 420,000.-
2.4 เบนซิน ดับเบิ้ลแค็บ ช่วงสั้น ยกสูง มี 3 เกรด 420,000 – 550,000.-
2.4 เบนซิน ดับเบิ้ลแค็บ ช่วงยาว ยกสูง มี 4 เกรด 430,000 – 560,000.-
2.0T เบนซิน ดับเบิ้ลแค็บ ช่วงสั้น ยกสูง มี 4 เกรด 600,000 – 970,000.-
2.0T เบนซิน ดับเบิ้ลแค็บ ช่วงยาว ยกสูง มี 4 เกรด 610,000 – 980,000.-
2.8T ดีเซล แค็บ ช่วงสั้น มี 2 เกรด 500,000 – 630,000.-
2.8T ดีเซล ดับเบิ้ลแค็บ ช่วงสั้น ยกสูง มี 8 เกรด 510,000 – 910,000.-
2.8T ดีเซล ดับเบิ้ลแค็บ ช่วงยาว ยกสูง มี 5 เกรด 520,000 – 920,000 .-
2.8T ดีเซล ซิงเกิ้ลแค็บ ช่วงยาว ยกสูง 630,000 – 690,000.-
2.8T ดีเซล ดับเบิ้ลแค็บ ช่วงสั้น ยกสูง (ออฟ-โรด เวอร์ชั่น) มี 2 เกรด 1,100,000 -1,2000,00.-

นี้่เป็นเพียงข้อมูลคราวๆของเจ้า Maxus T60 สำหรับการเปิดตัวกระบะ MG จะมีขึ้นช่วงครึ่งปี 2019 และมีการปรับออฟชั่นเยอะแน่ๆ จะมีอะไรที่น่าสนใจต้องติดตาม

8.Mitsubishi Pajero Sport

Mitsubishi Pajero Sport เจนใหม่เป็นรุ่นที่เผยข้อมูลน้อยมาก ซึ่งการปรับโฉมครั้งนี้จะปรับพอสมควร ทั้งหน้าและหลัง รวมถึงภายในห้องโดยสาร

9. MG eZS

MG eZS 2019 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานมหกรรมรถยนต์ Guangzhou Auto Show 2018 แต่ยังไม่ได้ประกาศราคาออกมา ล่าสุด MG ประกาศออกมาชัดเจน 4 รุ่นย่อย เริ่มต้นที่ 119,800 หยวน หรือประมาณ 599,000 บาท แต่สำหรับประเทศไทยคาดว่านำเข้าราคาจะอยู่ที่ 1,500,000 + บาท

MG eZS ราคา ประมาณ
E-Base 129,800 หยวน 599,000 บาท
E-Life 129,800 หยวน 649,000 บาท
E-Plus 139,000 หยวน 699,000 บาท
E-Pro 149,800 หยวน 749,000 บาท
  • ยาว x กว้าง x สูง : 4,314 x 1,809 x 1,620 มิลลิเมตร
  • ระยะฐานล้อ Wheelbase : 2,585 มิลลิเมตร

ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 110kW 147.5 แรงม้า แรงบิตสูงสุดที่ 350 นิวตัน-เมตร อัตราเร่งที่ 0 – 50 กม./ซม . ภายใน 3.1 วินาที พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไออน ทำให้อัตราสิ้นเปลืองที่ 13.8kWh/100 กม. วิ่งได้ 335 กม. ตามมาตรฐาน NEDC เวลาชาร์จเต็ม 6.5 ซม. (AC) หากชาร์จแบบ DC ความจุ 0 – 80% จะใช้เวลา 30 นาที

ระบบความปลอดภัยได้แก่

  • ระบบควบคุมการทรงตัว ESP ของ Bosch
  • ระบบเบรก ABS
  • ระบบกระจายแรงเบรก EBD
  • ระบบควบคุมเบรกขณะเข้าโค้ง CBC
  • ระบบออกตัวทางลาดชัน Hill Start Assis
  • ระบบลดความเร็วทางลดชัน HDC
  • ระบบป้องกันการลื่นไถล TCS
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว VDC
  • ระบบล้างจานเบรก BDW brake disc automatic cleaning function
  • ระบบตรวจแรงดันลมยาง TPMS
  • ถุงลมนิรภัย 6 จุด พร้อมจุดยึดเบาะ ISOFIX

MG eZS มีราคาถูกได้เพราะการหนุนของรัฐบาลจีนโดยมีเงินสนับสนุนประมาณ 20,000 – 40,000 หยวนต่อคัน หรือประมาณ 100,000 – 200,000 บาทเลยทีเดียว

10. MG HS

ขอบคุณภาพ MG HS CLub Thailand

ต้องขอขอบคุณภาพจาก คุณ วีรศักดิ์ ส้มกับโอ แวงวรรณ ที่ได้จับภาพของรถยนต์ครอสโอเวอร์รุ่นหนึ่งที่ดูยังไงมันก็คือ MG HS ที่พึ่งเปิดตัวในอินเดีย และ ประเทศจีน แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าจะขายในไทยหรือไม่ แต่ปลายปีคงได้เจอแน่ๆ

MG เปิดตัว MG HS 2019 รุ่น 20Tในประเทศจีนพร้อมให้เลือก 5 รุ่นย่อย ติดตั้งอุปกรณ์มาตราฐานได้แก่ ไฟหน้า LED เปิด-ปิด อัตโนมัติ ไฟส่องสว่างกลางววัน LED ไฟท้าย LED หน้าจออินโฟเทนเม้นท์ขนาด 10.1 นิ้ว มาตราวัดความเร็ว 7 นิ้ว ล้ออัลลอย 16 – 17 นิ้ว

MG HS ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Emotional Dynamism เส้นสายได้แรงบันดาลใจจาก London Eye ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ภายนอกติดตั้งไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟส่องสว่างกลางวัน Daytime Running Light ดีไซน์รับกระจังหน้าขนาดใหญ่ ไฟท้ายแบบ LED ให้ความเรียบหรูในแบบฉบับรถยนต์ยุโรป

ภายในห้องโดยสารสุดหรูหราในแบบฉบับยุโรป ตกแต่งระดับพรีเมี่ยมออฟชั่นล้ำสมัย หลังคาแบบซันรูฟ Panoramic คอนโซลหน้าหุ้มด้วยวัสดุหนัง แผงข้างประตูหุ้มวัสดุหนังแบบสัมผัส Soft Leather พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นสามก้าน หน้าจอสัมผัสขนาด 10.1 นิ้ว ลำโพงคุณภาพจาก BOSE Sound System ไฟภายในห้องโดยสารสามารถปรับได้ 64

เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร

  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร NetBlue1,995 ซีซี. พ่วงเทอร์โบ กำลังสูงสุด 231 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 360 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบคลัทช์คู่ 7 จังหวะ พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ

เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร

  • เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร NetBlue ทำจากวัสดุอลูมิเนียมน้ำหนักเบา มีกำลังสูงสุดอยู่ที่ 169 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบคลัทช์คู่ 7 สปีด

ระบบช่วยเหลือการขับขี่ MG Pilot

  • ระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผันตามคันหน้าอัตโนมัติ (ACC)
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้า (FCW)
  • ระบบป้องกันการชนด้านหน้า (AEB)
  • ระบบเตือนรถออกนอกเลนโดยไม่ตั้งใจ (LDW)
  • กล้องมองภาพ 360 องศา

ระบบความปลอดภัยมาตรฐานอื่นๆ ได้แก่

  • ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ด้านข้าง และม่านถุงลม
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพ ESP
  • ระบบเบรก ABS/EBD
  • ระบบควบคุมการเข้าโค้งแบบไดนามิค XDS
  • ระบบป้องกันการพลิกคว่ำ ARP
  • ระบบเตือนแรงดันลมยาง TPMS
  • กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ
  • ไฟเบรกกระพริบฉุกเฉิน

MG HS 2019 รุ่น 20T เคาะราคาจำหน่ายที่ 99,800 – 139,800 หยวน หรือประมาณ 475,000 – 665,000 บาท

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *